อลังการธรรมชาติสร้างสรร ถ้ำผาขัน อ.เถิน/Parkun Cave
ก่อนติดตามเรื่องราวต้องขอออกตัวสักหน่อย เนื่องจากการบันทึกการสำรวจถ้ำผาขันนั้นจริงๆ แล้วผมมีภาพอยู่สองชุดนะครับ แต่ด้วยเพราะฮาร์ทดิส ที่เก็บภาพเก็บเกิดไม่ยอมทำงานเอาซะงั้น เลยต้องไปให้เค๊ากู้ไฟล์ภาพ มาพอเหลือมาให้ชมนี่ล่ะครับ บางภาพอาจจะไม่สวยต้องขอ อภัยครับ มีเวลาเดี๋ยวไปถ่ายใหม่มาให้ชมแล้วกันนะครับเอาล่ะ
มาดูข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่ที่เราจะไปกันสักหน่อยครับความเป็นมา : กรมป่าไม้มีคำสั่งที่ 1060/2539ให้ไปดำเนินการสำรวจจัดตั้งพื้นที่ป่าท้องที่อำเภอสบปราบ อำเภอเถินและอำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง และพื้นที่ป่าท้องอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไป เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน มียอดเขาสูง 1,339เมตรจากระดับน้ำทะเล คือ ยอดดอยจง มีทัศนียภาพที่สวยงามมีสภาพป่า เบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าสนเขาที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารสมควรจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ
ปัจจุบันคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติต่อไปแล้วภูมิประเทศ มีลักษณะเป็นภูเขาทอดยาวตามแนวทิศเหนือไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีเทือกเขาขนาดใหญ่เล็ก หลายลูกสลับซับซ้อน เทือกเขาเหล่านี้เป็นต้นกำเนิด ลำห้วยหลายสายไหลลงสู่แม่น้ำวัง ซึ่งเป็นแม่น้ำที่สำคัญของจังหวัดลำปางและยังเป็นแหล่งต้นน้ำสำหรับอ่างเก็บ น้ำหลายแห่ง เช่น อ่างเก็บน้ำแม่ปราบ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ปู อ่างเก็บน้ำแม่ยอง สภาพโดยทั่วไปของพื้นที่เป็นภูเขาหิน มีแร่รัตนชาติ สังกะสี หินแกรนิต หินอ่อนอยู่โดยทั่วไป
สภาพป่าประกอบด้วยป่าประเภทต่างๆ ได้แก่ ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าสนเขา มีสัตว์ป่าที่พบหลายชนิด เช่น หมีควาย เก้ง ลิงชนิดต่างๆ หมูป่า กระแต กระรอก พังพอน อีเห็น นกชนิดต่างๆ เป็นต้น

ทีมงานตรวจเช็คระยะทางและความพร้อมก่อนขึ้นเขาสำรวจ
ถ้ำผาขันนี้อยู่ในท้องที่บ้านแม่ถอด ต.แม่ถอด อ.เถิน จ.ลำปาง อยู่บริเวณขุนห้วยแม่ถอดห่างจากยอดดอยจงประมาณ 5-6 กิโลเมตร ถ้ำผาขัน เป็นถ้ำขนาดใหญ่ อยู่ตอนบนของห้วยแม่ถอด สำหรับการเข้าสำรวจถ้ำผาขันในครั้งนี้ ทีมงานนัดพบกันที่บ้านคุณปกรณ์ มณีวรรณ (อดีตนายก อบต. แม่ถอด) ซึ่งก็มีทั้งทีมปลัด (ร.ต พิสิทธิ์ พิรุณกุล) พร้อมทีมงานจากอบต.แม่ถอดอีกหลายคนรวมถึงชาวบ้านซึ่งชำนาญเส้นทางในพื้นที่ร่วมเดินทาง
ทีมงานใช้มอเตอร์ไซด์ ขับเข้าสู่เส้นทางจนถึงลำห้วยซึ่งต้องเดินเท้าต่อ ไปไม่ไกลจากจุดจอดรถ สักเท่าไหร่ก็จะเป็นทางขึ้นอาจจะชั้นพอได้เหงื่อสักหน่อย แต่ก็ไม่ไกลถึงขนาดถอดใจหรอกนะครับ พวกเราหยุดพักทานอาหารกลางวันกันชั่วครู่จากนั้นก็ลุยต่อ ตามเส้นทางก็จะมีต้นไม้ขึ้นหลากหลาย ได้ยินเสียงนกหลายสายพันธุ์ส่งเสียงทักทายตลอดเส้นทาง อากาศเย็นสบายครับถึงแม้จะมีเหงื่อออกบ้าง

เราขึ้นมาจนถึงบริเวณหน้าถ้ำ แต่ในวันแรกคงยังไม่เข้าไป แต่จะต้องเดินต่อไปยังพื้นที่ตั้งแคมป์ก่อน เพราะวันแรกทีมงานกะพักผ่อนเอาแรงกันก่อนบริเวณที่เราพักแรมมีลำธารไหลผ่านมีต้นไม้ใหญ่ลำต้นสูงรายรอบ

หลังจากที่เคลียร์พื้นที่ตั้งเต้นท์ตั้งค่ายหาจับจองมุมส่วนตัวกันเรียบร้อยก็เป็นรายการอาหารกันแล้วซิครับ งานนี้ก็เพิ่งมีโอกาสดูวิธีนึ่งข้าวจากกระบอกไม้ไผ่จากทีมงานที่ไปด้วย ข้าวสวยหน้าทานเชียวละครับ ยิ่งจิ้มน้ำพริกตาแดงบวกแกงป่าใส่ภาชนะคือกระบอกไม้ไผ่ผาครึ่ง รสชาติสุดยอดเลยจริงๆ

หลังจากทานอาหารเสร็จก็เป็นรายการสนทนายามค่ำกลางป่า ใครมีเรื่องอะไรสนุกๆ ก็นั้งเล่ากันไปไปบรรยากาศดีไปอีกแบบครับ ตอนแรกผมนึกว่าจะหนาวนี่เตรียมชุดกันหนาวมาโดยเฉพาะแต่บริเวณที่เราพักกลับอากาศสบายๆ ไม่หนาวสักเท่าไหร่ช่วงเช้าหลังจากเคลียร์ทุกอย่างไม่ให้เหลือทั้งขยะ หรืออะไรที่จะเป็นปัญหากับสัตว์ป่าอย่างพวกถุงพลาสติก เศษกระป๋องนี่ต้องหิ้วเอาลงไปด้วยนะครับ อย่าไปทิ้งไว้บนนั้นไม่งั้นจะกลายเป็นเราไปทำลายธรรมชาติ ที่นับวันจะเหลือน้อยลงทุกที

เสียดายภาพนี้อาจไม่ชัดเท่าที่ควร แต่จำเป็นต้องเอาให้ดูก่อนเพื่อให้ท่านเห็นถึงความกว้างของถ้ำ
หลังจากที่คืนสภาพพื้นที่เรียบร้อยแล้วเราเริ่มลงจากบริเวณที่พัก กลับมายังบริเวณปากถ้ำกว้างประมาณ 4 ม.ภายในเป็นโพรงกว้าง จากปากถ้ำทางเข้าจะต้องไต่บันไดไม้ลงมาไม่สูงมาครับประมาณ 2 เมตร แล้วจึงจะเดินได้ เมื่อเดินมาได้สักนิดหน่อยจากต้องหมุดใต้แผ่นหิน สูงจากพื้นสัก 80-90 ซม.จากนั้นก็จะเป็นโถงใหญ่

อีกโถงหนึ่งในถ้ำ
ยอมรับว่าเป็นถ้ำใหญ่จริงๆ แต่ไม่มีกลิ่นขี้ค้างคาวมากวนจมูกสักเท่าไหร่..เคยได้ยินคำพูดที่ว่ามืดอย่างกับเข้าถ้ำ งานนี้ใช่เลยมืดนะมืดแน่นอนแต่ด้วยเพราะไปกันเยอะแต่ละคนก็มีไฟฉาย ไฟส่องสว่างจากห้องมืดๆ ก็ไม่มืด สักเท่าไหร่

พอเข้าไปในโถงใหญ่ของถ้ำภายในเป็นโพรงกว้าง มีหินงอกหินย้อยสวยงามมากบางอันสูงจรดเพดานถ้ำ คล้ายเสาหินธรรมชาติ

หินงอกเป็นเสาสูง

ภายในถ้ำจะมีธารน้ำไหล และจะเริ่มแห้ง ในฤดูแล้งยังคงมีน้ำขังเป็น แอ่งเล็ก ๆ เป็นระยะๆ ตามทางน้ำไหลที่แห้งแล้วจะปรากฏธารหินปูนสีขาวเป็นทางยาวเข้าไปในถ้ำ เมื่อกระทบแสงไฟ จะสะท้อนแสงส่องประกายระยิบระยับตลอดสายความยาวของถ้ำนั้นมากกว่า 500 เมตร ภายในถ้ำเป็นโครกเขา และหน้าผาสูงชัน ลักษณะเว้า ๆ แหว่งๆ สวยงามตามธรรมชาติ

จุดนี้เป็นอีกห้องหนึ่งที่มีหินงอกรวมกลุ่มกันแบบนี้

บริเวณนี้จะมีหินย้อยระยิบระยับเวลาโดนแสง

เคยมีพระเข้ามาธุดงค์แล้วนำพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้ในห้องนี้

ลวดลายที่เกิดจากธรรมชาติสร้างถ้ามีคนไปยืนเทียบจะสูงเลยหินตรงกลางนิดหน่อยครับ

ผมมีความรู้สึกว่าหินก้อนนี้น่าจะเป็นฟอสซิลของต้นไม้เพราะมีวงปีแบบต้นไม้ด้วยเป็นท่อนยาวแต่อาจจะล้มมาเลยหัก

จุดนี้หินก้อนสีดำมีลักษณะลื่นๆ ต้องให้คนเข้าใจเรื่องนี้ดูถึงจะรู้ว่าเป็นหินอะไร..
ยอมรับเลยว่าการสำรวจในครั้งนี้ถึงแม้จะใช้เวลานานพอสมควรแต่ทีมงานก็ยังไม่สามารถสำรวจจนทั่ว เพราะภายในนอกจากโถงใหญ่แล้วยังมีห้องซอยเล็กๆ อีกมากรอการให้เราได้ค้นหาความงามจากธรรมชาติที่สร้างสรรค์ได้เหนือจินตนาการเช่นนี้ ถ้ามีเวลาจะถ่ายมาให้ได้ชมอีกนะครับ
ฝากด้วยนะครับถ้าคุณมีโอกาสไปอย่าไปหักหินงอกหินย้อย หรือขีดเขียนอะไร (บางคนเล่นเอาควันไฟลนเป็นชื่อเป็นรูปบ้าง) รวมถึงขยะจากขนมขวดน้ำถุงพลาสติก อย่าหล่นอย่าลืมเอาออกมาด้วยโปรดช่วยกันรักษาไว้ในคงสภาพเดิมอย่างนั้นดีกว่านะครับ ไม่เช่นนั้นแล้วคนที่นำมาเผยแพร่นี่ล่ะจะเสียใจมากๆ (จากใจจริง)
ขอขอบคุณ
คุณปกรณ์ วงศ์มณีวรรรณ(อดีตนายก อบต. แม่ถอด)
ว่าที่ ร.ต.พิสิทธิ์ พิรุณกล ปลัด อบต.แม่ถอด
และทีมงานทุกท่านที่อำนวยความสะดวกในการสำรวจและถ่ายทำในครั้งนี้

ถ่ายภาพโดย Mr.ADVENTURE
เรียบเรียงโดย: Mr.ADVENTURE
อ่านบทความเพิ่มเติมในหมวดเดียวกัน
*วัดเวียงมรดกล้ำค่ากว่าพันปีจากบรรพชนเถิน/Wat wang
*อ่างเก็บน้ำแม่มอก เพชรเม็ดงามของแหล่งท่องเที่ยว อ.เถิน ที่รอการเจียระไน

หน้าแรก
สถานที่ราชการ
ติดต่อเรา










ข่าวท้องถิ่น
บทความน่าสนใจ
ผม ก็เค้ยได้ยินคนเฒ่าคนแก่เค้าเล่าให้ฟัง ว่า ถ่ำที่หนองหอน เวลาถึงวันพระ จะมีเสียงเหมือนคนตีกลอง ปูจา มาทางดอยเหลี่ยม แต่มันนานแล้ว เมื่อความเจริญเข้ามา ก็ไม่ได้ยินอีกเลย และเค้าบอกว่าจะมีของเช่นถ้วย ชาม หม้อ สมัยสงครามโลก ที่ ทหาร ทิ้งไว้ เมื่อก่อน เวลามีงานอะไรคนในหมู่บ้าน ก็จะไป ยืมของเครื่องครัว และอื่นๆ อีก ต่อมาคนในหมู่บ้านยืมแล้วไม่ค่อยเอาไปคืน วิญานที่รักษาถ่ำจึงปิดถ่ำเหลือรูนิดเดียวไม่สามารถเข้าไปได้ ผม ก็อยากทราบความจริง เหมือนกัน น่าไปค้นหาความจิงน่ะครับ
ผม ก็เค้ยได้ยินคนเฒ่าคนแก่เค้าเล่าให้ฟัง ว่า ถ่ำที่หนองหอน เวลาถึงวันพระ จะมีเสียงเหมือนคนตีกลอง ปูจา มาทางดอยเหลี่ยม แต่มันนานแล้ว เมื่อความเจริญเข้ามา ก็ไม่ได้ยินอีกเลย และเค้าบอกว่าจะมีของเช่นถ้วย ชาม หม้อ สมัยสงครามโลก ที่ ทหาร ทิ้งไว้ เมื่อก่อน เวลามีงานอะไรคนในหมู่บ้าน ก็จะไป ยืมของเครื่องครัว และอื่นๆ อีก ต่อมาคนในหมู่บ้านยืมแล้วไม่ค่อยเอาไปคืน วิญานที่รักษาถ่ำจึงปิดถ่ำเหลือรูนิดเดียวไม่สามารถเข้าไปได้ ผม ก็อยากทราบความจริง เหมือนกัน น่าไปค้นหาความจิงน่ะครับ