อาหารชะลอตาเสื่อม
0000“ดวงตา” จัดเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของร่างกาย แม้จะมีขนาดเล็กแต่ก็มีความละเอียดอ่อนและ
ซับซ้อนอย่างมาก นอกจากเราจะใช้ตาในการมองแล้ว เรายังใช้ตาเป็นสื่อในการแสดงออกถึงความรู้สึกอีกด้วยหาก
ดวงตาพิการ เราคงจะต้องอยู่ในโลกมืดไปตลอดกาล ดังนั้นเราจึงควรหมั่นดูแลรักษา และถนอมดวงตาของตนเอง
อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ตาเสื่อมเร็วขึ้นคือ อายุ สิ่งแวดล้อม อาหารการกิน และโรคบางชนิด เช่น
โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี

00000ในร่างกายของคนเรา ตาเป็นอวัยวะที่จะต้องปะทะกับแสงแดดทุกวัน แสงอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดเป็นแหล่งของ
อนุมูลอิสระที่ทำลายตาของเรา เป็นสาเหตุของต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อม (Macula degeneration) ซึ่งนำไปสู่สาเหตุ
ของตาบอดในผู้สูงอายุในวัย 65 ปีขึ้นไป นอกจากแสงแดดแล้ว บุหรี่และอาหารที่มีสารแอนติออกซิแดนท์ (สารต้านอนุมูลอิสระ)
ต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อม ปัจจัยดังกล่าวสามารถป้องกันได้โดยการใช้แว่นตากันแสงยูวี
หรือสวมหมวกป้องกันแสงแดดไม่ให้ทำลายดวงตา เลิกบุหรี่หรือเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีผู้สูบบุหรี่ และบริโภคอาหารที่มีสาร
แอนติออกซิแดนท์สูงๆ
โรคต้อกระจก เกิดจากโปรตีนในเลนส์ตาสลายตัวหรือเส้นใยของเลนส์ตาเกิดความเสื่อม ทำให้เลนส์ขุ่นมัวขึ้น แสงผ่าน
ได้น้อย ถ้าทิ้งไว้ไม่รักษาอาจทำให้ตาบอดได้
โรคจอประสาทตาส่วนกลางเสื่อม เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุตาบอด ตัวจอประสาทตาส่วนกลางอยู่ในใจ
กลางของเรตินา (Retina) ซึ่งเป็นจอรับภาพ เป็นส่วนที่มีความสำคัญที่สุดของตาที่ทำให้คนเราสามารถแยกแยะความละเอียด
ของสิ่งที่มองได้ เรตินายังเป็นส่วนที่สัมผัสกับออกซิเจนในร่างกายมากที่สุด และนอกจากนี้ ในเรตินายังมีไขมันในปริมาณสูง
ทำให้ง่ายต่อการเกิดอนุมูลอิสระ จึงทำให้จอประสาทตาส่วนกลางเสื่อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดที่รวมภาพ ในที่สุดจะทำให้ตามัว
ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาจทำให้ตาบอดในที่สุด
อาหารชะลอตาเสื่อม

อาหารประเภทผักและผลไม้มีสารอาหารที่ช่วยรักษาสุขภาพของดวงตาและลดอนุมูลอิสระที่จะ
ทำลายเลนส์ตาคือ
สารแอนติออกซิแดนท์ (วิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีน ลูทีน ซีแซนทิน สังกะสี และสารไบโอเฟลโวนอยด์) รวมทั้ง
ไรโบเฟลวิน สารแอนติออกซิแดนท์ เช่น วิตามินอีและวิตามินซีช่วยลดอันตรายจากอนุมูลอิสระในแสงแดดที่ทำลายจอตา
วิตามินอีช่วยป้องกันปฏิกิริยาการสลายตัวของกรดไขมันที่อยู่รอบๆ เลนส์ตา คนที่มีระดับวิตามินอีในเลือดสูงอาจลดความ
เสี่ยงการเกิดต้อกระจกถึง 50 เปอร์เซ็นต์อาหารที่มีวิตามินซีสูงช่วยลดความเสี่ยงการเกิดต้อกระจกได้
00000ส่วนของเรตินาในดวงตามีความเข้มข้นของวิตามินซีสูง วิตามินซีจะช่วยขจัดโปรตีนส่วนที่ถูกทำลายจากเลนส์ของ
ดวงตาป้องกันไม่ให้เกิดต้อกระจก คนที่เป็นโรคนี้มักจะมีระดับวิตามินซีในเลือดต่ำกว่าปกติ นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยการทำงาน
ของวิตามินอีและแคโรทีนอยด์ด้วย ดร. อัลลัน เทย์เลอร์ (Allen Taylor) ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องต้อกระจกแนะนำให้รับประทาน
วิตามินซีในปริมาณวันละ 300 มิลลิกรัมขึ้นไป เพื่อให้ผลการป้องกันตามากที่สุด และวิตามินซีในปริมาณนี้หารับประทานจากอาหาร
ประจำวันได้ไม่ยาก
แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ประกอบไปด้วยเบต้าแคโรทีน ลูทีน (Lutein) และซีแซนทิน(Zeaxanthin) ไลโคพีน
ทั้งหมดนี้ช่วยป้องกันเลนส์ตาถูกทำลายจากอนุมูลอิสระเช่นกัน
เบต้าแคโรทีน เป็นสารอาหารที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ช่วยในการมองเห็นในที่มืด เบต้าแคโรทีนยังเป็นสารต้าน
อนุมูลอิสระที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพตา ช่วยบำรุงรักษาดวงตา และป้องกันโรคตาหลายชนิด เช่น โรคต้อกระจก โรคตาบอด
กลางคืน และยังช่วยให้ผิวเยื่อเมือกในส่วนต่างๆ ของร่างกายชุ่มชื้นขึ้นอีกด้วย
ลูทีน ซีแซนทิน เป็นสารแคโรทีนอยด์ที่มีสีเหลือง พบมากในพืชผักที่มีสีเหลืองและสีเขียวเข้ม เช่น ผักบุ้ง ผักกาดเขียว
ผักปวยเล้ง คะน้า ผักโขม ลูทีนและซีแซนทินเป็นสารธรรมชาติที่พบมากในตาบริเวณจุดรับภาพและจอประสาทตา ทำหน้าที่
ช่วยกรองหรือป้องกันรังสีจากแสงแดด และกรองแสงสีน้ำเงินที่เป็นตัวการสำคัญในการทำลายดวงตา ช่วยปกป้องเซลล์ของ
จอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลายโดยการลดอนุมูลอิสระที่จะทำลาย ดวงตา ร่างกายจำเป็นที่จะต้องได้รับสารลูทีนจากอาหาร
แต่สารซีแซนทินนอกจากจะได้จากอาหารส่วนหนึ่งแล้ว ร่างกายสามารถเปลี่ยนสารลูทีนในตาไปเป็นสารซีแซนทินได้

00000นักวิจัยพบว่า คนที่เป็นโรคต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อมจะมีสารลูทีนและซีแซนทินในเรตินา ต่ำ และคนเหล่านี้
มักจะกินผักใบเขียวกันน้อย ส่วนคนที่กินผักใบเขียวมากจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมถึง 43 เปอร์เซ็นต์
นักวิจัยพบว่า การรับประทานลูทีนประมาณ 6 มิลลิกรัมต่อวันจะช่วยลดความเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อมถึงร้อยละ 50 ดังนั้นผู้
ที่บริโภคผักผลไม้หลายๆ สีมากเป็นประจำสามารถลดความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อมได้
00000มีรายงานวิจัยว่า การเสริมวิตามินซีและวิตามินอีไม่ให้ผลป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม แต่กลับพบว่าผู้ที่รับประทาน
อาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูงลดการเกิดโรคนี้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และข้อมูลการวิจัยในทางคลินิกวิทยาพบว่า การเสริมในรูป
วิตามินรวมสามารถลดการเกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ 65-74 ปีได้ถึง 36 เปอร์เซ็นต์
00000นอกจากนี้การวิจัยยังพบว่า สารต้านอนุมูลอิสระประเภทวิตามินซี วิตามินอี และแคโรทีนอยด์ในอาหารธรรมชาติให้ผล
ที่ดีกว่าการใช้วิตามินทั้งสามเสริม และผู้เชี่ยวชาญในโรคตาต่างก็เห็นด้วยกับประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระต่อ ดวงตาดัง
นั้นนักวิจัยจึงแนะให้บริโภคผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อรีบสะสมสารต้านอนุมูลอิสระเสียแต่เนิ่นๆ จะป้องกันอันตรายจากโรคตา
เสื่อมตามวัยได้
ไบโอเฟลโวนอยด์ พบมากในบลูเบอร์รี่หรือบิลเบอร์รี่ องุ่นแดง ส้ม และแครนเบอร์รี่ ไบโอเฟลโวนอยด์ที่มีฤทธิ์เป็น
สารต้านอนุมูลอิสระคือสารแอนโธไซยานิดิน ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระทำอันตรายเลนส์ตา และสร้างความแข็งแรงให้กับสาร
คอลลาเจนซึ่งเป็นโครงสร้างบริเวณกระจกตา (Cornea) และเส้นเลือดฝอยในตา
0000ในทศวรรษ 1960 นักวิจัยชาวฝรั่งเศษพบว่า สารแอนโธไซยานิดินสกัดจากบิลเบอร์รี่ช่วยให้สายตาทำงานในที่มืดดีขึ้น
ปัจจุบันสารสกัดบิลเบอร์รี่ได้รับความนิยมมากรองจากลูทีน นอกจากจะช่วยป้องกันเลนส์ตาแล้ว ยังช่วยให้มองเห็นในที่มืด
หรือ ที่มีแสงสลัวๆ ได้ชัดเจนบิลเบอร์รี่หรือบลูเบอร์รี่สดวันละ 1 ถ้วยตวงให้สารแอนโธไซยานิดินเท่ากับ ที่ร่างกายต้องการ
ในการรักษาสุขภาพตา
ไรโบเฟลวิน เป็นวิตามินบีตัวหนึ่ง ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ มีรายงานวิจัยในผู้สูงอายุ
65-74 ปี ที่รับประทานไรโบเฟลวินและไนอะซินเสริมพบว่า การเกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุเหล่านี้ ลดลงถึง 44 เปอร์เซ็นต์
แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องระวังการเสริมไรโบเฟลวินมากเกินกำหนด แทนที่จะช่วยกลับจะเป็นอันตรายต่อตาได้ เพราะจะเพิ่ม
ความไวของดวงตาต่อการถูกทำลายด้วยแสงแดดได้
แร่ธาตุสังกะสี อาหารที่มีธาตุสังกะสีสูง เช่น เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ อาจมีผลในการป้องกันการ
เสื่อมของจอประสาทตาได้เช่นกัน จากการวิจัยของสถาบันตาแห่งชาติในสหรัฐอเมริกา (The National Eye Institute)
พบว่า การเสริมวิตามินอีร่วมกับสังกะสีในผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไปจะช่วยลดปัญหาตาบอดจากจอประสาทตาเสื่อมได้ และงาน
วิจัยในผู้ป่วย 150 คนที่มีปัญหาโรคจอประสาทตาเสื่อมเนื่องจากอายุพบว่า เมื่อเสริมสังกะสีวันละ 80 มิลลิกรัมเป็นเวลา
2 ปีสามารถลดความรุนแรงได้ 42 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้ยาหลอก แต่ปริมาณสังกะสีที่ใช้ในการศึกษา
นี้สูงเกินระดับที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำไว้
00000ระวังอาหารรสเค็มจัดหรืออาหารที่มีโซเดียมสูง โซเดียมเป็นส่วนประกอบของเกลือแกง อาหารที่มีโซเดียมสูงนอก
จากจะเพิ่มความเสี่ยงความดันโลหิตสูงแล้ว ยังอาจมีส่วนทำให้เกิดต้อกระจกได้
00000งานวิจัยในชาวออสเตรเลียวัย กลางคนและวัยสูงอายุ 2,800 คนพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีโซเดียมมากที่สุด
มีความเสี่ยงการเกิดต้อกระจก เป็นสองเท่าของผู้ที่รับประทานโซเดียมน้อยที่ สุด ระดับโซเดียมที่ต่ำ ในลูกตาจะป้องกัน
เลนส์ตาขุ่นฝ้า การรับประทานอาหารเค็ม จัดจะทำให้ได้รับโซเดียมมากเกินควร จึงทำให้เกิดปัญหาการรักษาระดับ
โซเดียมในตา
ปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวด ล้อมที่จะทำลายเลนส์ตา และทำให้จอประสาทตาเสื่อมนั้น เป็นสิ่งที่สามารถปรับเปลี่ยนได้โดย
การใช้แว่นกันแดดที่สกัดกั้นแสงยูวี เลิกสูบบุหรี่ และ บริโภคผักผลไม้ ที่มีสารแอนติออกซิแดนท์และสารแอนโธไซยานิดิน
สูง การบริโภคผักและผลไม้วันละ 9 ส่วน ช่วยลดความเสี่ยงต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อมได้แน่นอนกว่าการเสริมวิตามิน
และไม่มีอันตรายจากอาหารธรรมชาติ ผักผลไม้หลายชนิดที่มีสารลูทีนและซีแซนทิน รวมถึงสารแอนโธไซยานิดินสูง เป็น
แหล่งที่ดีของวิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีนเช่นกัน นอกจากนี้การบริโภคผักผลไม้อย่างหลากหลายเพิ่มขึ้นยังช่วยใน
การรักษาสุขภาพกายด้านอื่นๆ ป้องกันโรคเรื้อรังไม่ติดต่อมากมาย
|
ปริมาณลูทีนและซีแซนทินในผักผลไม้
|
ข้อมูลดีๆจาก:kbeautifullife.com
อ่านบทความเพิ่มเติมในหมวดเดียวกัน

หน้าแรก
สถานที่ราชการ
ติดต่อเรา










ข่าวท้องถิ่น
บทความน่าสนใจ