http://www.thoentoday.com
Engine by iGetWeb.com
 หน้าแรกข่าวท้องถิ่นพาเที่ยวเมืองเถิน สถานที่ราชการบทความน่าสนใจ ติดต่อเรา

พาเที่ยวเมืองเถิน

ไอทีน่ารู้

ชมรม/กิจกรรมสร้างสรรค์

บทความด้านสูขภาพ

เปิดไฟนอน อันตราย ต่อสุขภาพ
อาหารล้างพิษ 20 ชนิด
น้ำใบบัวบก ทำตาใสปิ๊ง
วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิดต่างๆ
10 อาหารเสริมน่ารู้ สำหรับผู้ชาย
ซอสมะเขือเทศต้านสารพัดโรค
ไม่ออกกำลังกายโรค ‘อัลไซเมอร์’ ถามหา
อาการเสพติดภัยเงียบใกล้ตัวคุณ
อาหารเป็นพิษในฤดูร้อน
อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกินไป
เหล้านักฆ่าที่คนไม่กลัว?
ประโยชน์ของกล้วย
ลดน้ำหนักด้วยวิธีไหนดีกว่ากัน
ยาลดโมโหคลายอารมณ์โกรธ
คนขี้ลืมมาทางนี้มีทางแก้
อาหารชะลอตาเสื่อม
โรคลมแดด Heat Stroke โรคที่มักเกิดในช่วงฤดูร้อน
ดนตรีอัศจรรย์แห่งเสียงบำบัด
โรคธารัสซีเมีย
แพ้อากาศน้ำมูกไหล,คันจมูก,จาม
อาหารมื้อเช้า ลดความเครียด
ทำงานอย่างไรจึงไม่ล้า
มากินผักกันเถอะ
นั่งหน้าคอมพ์จนปวดคอ อย่านิ่งดูดาย
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
ทานอาหารครบ 5 รส ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ
กินถั่วงอกดิบ มีโทษจริงหรือ
9 วิธีหนีอ้วน

ร้านอาหารอร่อยเมืองเถิน

อยากเก่งต้องอ่าน

สาระน่ารู้

มะเร็งผิวหนังเกิดจาก
พบระดับสาร บีพีเอ พุ่งสูงในคนกินอาหารกระป๋อง
คลิปโกลาหล ผู้คนวิ่งหนีตายภัยแผ่นดินไหวเขย่าอนุสาวรีย์วอชิงตัน
เมื่อฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์จมน้ำจะกู้ข้อมูลอย่างไร
วิธีดูแลรถไม่ให้เก่าและผุเร็ว
Mr.Bean ตอน ป่วนไปทั่ว
7 วิธีทำให้สมองฉลาดขึ้น
ดูที.วี ออนไลน์
ฝีมือขั้นเทพบินยกล้อ
หุ่นยนต์สาวที่เหมือนคนมากๆ ของญี่ปุ่น
6 เรื่องจริงเกี่ยวกับ Firefox 6
กัมมันตรังสี คุณอนันต์โทษมหันต์
วิธีรักษายางรถยนต์อย่างถูกวิธี
อ่านฉลากโภชนาการให้เป็น
ใบเสร็จสำคัญอย่างไร
ปี๋ใหม่เมืองบ้านเฮา ต้องช่วยกันรักษา
ROD STEWART - Have I Told You Lately
สวีเดนเตือนเด็กและวัยรุ่นเสี่ยงเพิ่ม 5 เท่าที่จะเป็นเนื้องอกในสมองชนิดร้ายแรงจากการใช้โทรศัพท์มือถือ
วิธีการป้องกันตนเองเบื้องต้น
คอมพิวเตอร์ ถ้าใช้ผิดวิธีต้องรับโทษอย่างไร
สร้างวินัยกับลูกด้วยความรัก
โธมัส อีดิสัน (Thomas Alva Edison)
สุดอลังการโชว์ชุด พระโพธิสัตว์กวนอิมพันกร
วิธีรับมือแก๊งค์คอลล์เซ็นเตอร์
โรควุ้นในลูกตาเสื่อม ภัยใกล้ตัวของผู้ใช้คอมพิวเตอร์
ดื่มกาแฟอย่างไร ไม่เสียสุขภาพ
เทคนิคการสร้างและรักษาประวัติข้อมูลเครดิต
ความหมาย 13 หลัก เลขรหัสบัตรประชาชนคนไทย
พายุฤดูร้อน
จมน้ำสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของเด็กไทย
สาเหตุของการเกิดคลื่นสึนามิ
ความรู้เรื่องแผ่นดินไหว
มารู้จักสัญลักษณ์แสดงความอันตรายของสารเคมี และวัสดุกัมมันตรังสี
วิธีรอดชีวิตเมื่อแผ่นดินไหว ตึกถล่มและติดอยู่ในตัวอาคาร
วิธีเลือกจอคอมพิวเตอร์ LCD
เคล็ดลับเด็ดๆสำหรับแม่บ้าน
บางสาเหตุของความอ้วน ที่คุณอาจคาดไม่ถึง
เรื่องน่ารู้สำหรับคนที่ใช้มือถือ
วิธีง่ายๆ สำหรับการประหยัดน้ำมัน
สอท.ประกาศผลข้อมูลคะแนนสูงสุด-ต่ำสุดแอดมิชชัน ปี 54
สอท.ประกาศผลข้อมูลคะแนนสูงสุด-ต่ำสุดแอดมิชชัน ปี 54 ชุดที่ 2 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

คนรักรถ

มีคลิปมาฝาก

คลิปเด่นวันนี้

บ้านน่าอยู่

ฟังเพลงฮิตดูคลิปเพลงดัง

เพื่อนนักเดินทาง

สินค้า

 กิ๊ฟชีอฟ

อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกินไป

อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกินไปเคล็ดลับการดูแลสุขภาพตามศาสตร์แพทย์แผนจีน

000บรรดาอาหารสารพัดชนิดที่มีให้หาซื้อกันได้อย่างเสรีนั้น มีคุณประโยชน์แตกต่างกัน อีกทั้งปริมาณที่กินเข้า

ไปด้วยนั่นคือ ไม่มากเกิน ไม่น้อยเกิน แต่ควรกินอยู่ด้วยความพอดี ยึดทางสายกลางเป็นหลักเคล็ดลับการดูแล

สุขภาพตามศาสตร์แพทย์จีน ว่าด้วยเรื่องอาหารการกิน 10 อย่าง ที่ไม่ควรกินมากเกิน มีดังนี้

        1.ไข่เยี่ยวม้า เป็น การถนอมอาหารโดยวิธีการหมักที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ชาวจีนเป็นผู้ริเริ่ม เบื้องต้น

เชื่อว่าน่าจะมาจากความคิดที่จะเก็บไข่ไว้ทานนานๆ โดยการดองเกลือต่อมาจึงคิดค้นหากรรมวิธีต่างๆ จนกลายมา

เป็นไข่เยี่ยวม้า ไข่เยี่ยวม้า เป็นอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกายพอๆกับไข่สด นอกจากนี้ยังสามารถเก็บไว้ได้นาน

สะดวกแก่การขนส่งมีแคลเซียมสูง การทำไข่เยี่ยวม้า ทำได้ทั้งไข่เป็ดและไข่ไก่ แต่ส่วนใหญ่ ไข่เยี่ยวม้าที่เรา

เห็นกันนั้น มักจะทำมาจากไข่เป็ด เนื่องจากไข่เป็ดมีขนาดใหญ่ และมีเปลือกที่หนา

กรรมวิธีการทำไข่เยี่ยวม้ามี 2 แบบ คือ
0000แบบพอก คือการนำใบชา ปูนขาวเกลือป่นและขี้เถ้ามาผสมกัน แล้วใส่น้ำเย็นนวดให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำ

ไปพอกไข่ก่อนคลุกแกลบ
 000แบบแช่ คือ การนำไปแช่ในน้ำที่มีส่วนผสมของสารละลายเบส ที่มี ปูนขาว เกลือ โซดาแอช ชาดe และ

สังกะสีออกไซด์ วิธีนี้จะช่วยย่นระยะเวลาของการผลิตไข่เยี่ยวม้าได้ ปกติถ้าเราบริโภคไข่เยี่ยวม้า ที่มีกรรมวิธีแบบ

ธรรมชาติก็จะไม่เกิดอันตราย ทว่า ในปัจจุบันนี้บรรดาพ่อค้าแม่ค้ามักหัวใสเติมสารตะกั่วออกไซด์ หรือซัลไฟด์ลง

ในส่วนผสมที่ใช้พอกหรือแช่ เพื่อช่วยให้การเป็นไข่เยี่ยวม้า เกิดผลิตได้สูง

 000ซึ่งอาจทำให้ไข่เยี่ยวม้าที่ผลิตมีสารตะกั่วปนเปื้อนได้ หากผู้บริโภครับประทานไข่เยี่ยวม้าดังกล่าวเข้าไปก็

อาจเกิดอันตราย เพราะ ตะกั่วเป็นสารพิษที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง ถ้ารับประทานอาหารและดื่มน้ำที่มีตะกั่วปนเปื้อน

เข้าสู่ร่างกายจะมีผลโดยตรงต่อเซลล์ไขกระดูก ระบบประสาท ระบบไต ผู้ป่วยมักมีอาการท้องผูก ถ้าได้รับตะกั่ว

มากๆ กล้ามเนื้อกระดูก ข้อมือ ข้อเท้าอาจเป็นอัมพาต สมองบวม ชักและอาจถึงชีวิตได้ อาการเกิดพิษดังกล่าว

ใช้เวลานานนับเดือนจึงจะแสดงอาการ

0000ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 236 พ.ศ.2544 เรื่องไข่เยี่ยวม้า กำหนดให้เป็นอาหาร

กำหนดคุณภาพ พบตะกั่วปนเปื้อนได้ไม่เกิน 2 มิลลิกรัม/ อาหาร 1 กิโลกรัม สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างไข่เยี่ยวม้า

จำนวน5 ตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์หาสารตะกั่ว ผลปรากฏว่า 4 ใน 5 ตัวอย่างมีสารตะกั่วปนเปื้อนในปริมาณเกิน กว่า

มาตรฐานกำหนด เมื่อผลออกมาเช่นนี้แล้ว ระวังอย่าทานกันบ่อยๆถ้ารับประทานเข้าไปมากและบ่อย จะทำให้เกิด

พิษจากสารตะกั่วการดูดซึมแคลเซี่ยมลดน้อยลง ขาดแคลเซี่ยม ทำให้กระดูกผุได้


      2.ปาท่องโก๋ (จีน: ???) เป็นอาหารที่ทำจากแป้งสองชิ้นประกบกันแล้วทอด นิยมรับประทานเป็นอาหาร

เช้าโดยทานคู่กับกาแฟ, โกโก้, น้ำเต้าหู้ หรือ โจ๊ก ปาท่องโก๋ที่คนไทยเรียกนั้น แท้จริงแล้วมีชื่อเรียกว่า อิ่วจาก้วย

โดยมีที่มาจากสมัยราชวงศ์ซ้อง ที่มีขุนนางกังฉินชื่อว่า "ฉินข้วย"หรือ"ฉินฮุ่ย" มีความอิจฉาริษยา นายทหาร

"เยียะเฟย" หรือแม่ทัพงักฮุยจึงได้วางแผนให้ฮ่องเต้เรียกตัวงักฮุยกลับจากแนวหน้า และ ฉินข้วย ทำให้เขาถึง

แก่ชีวิตในเวลาต่อมา ข่าวล่วงรู้ไปถึงประชาชนจึงโกรธแค้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ช่วงนั้นชาวจีนนิยมรับประทานแป้ง

ทอดอยู่แล้วจึงมีคนคิดเอาแป้งสองชิ้นมาประกบกัน

000เพื่อเป็นตัวแทนขุนนางกังฉินกับภรรยาแซ่หวัง แล้วนำมาทอดกินเพื่อระบายความแค้น เรียกว่า “อิ่วจาก้วย”

  หมายถึงน้ำมันทอดฉินข้วยส่วนที่คนไทย เรียกว่า ปาท่องโก๋ นั้น เพราะจำมาผิด เนื่องจาก สมัยก่อนชาวจีนที่ขาย

ปาท่องโก๋ (ขนมน้ำตาลทรายขาว) มักจะขายอิ่วจาก้วยด้วย พอคนขายตะโกนขายปาท่องโก๋ จึงเข้าใจว่า ปาท่องโก๋

คือ แป้งทอดอิ่วจาก้วยนั่นเอง แต่ในพื้นที่ภาคใต้ผู้คนยังคงนิยมเรียกว่า อิ่วจาก้วย อยู่หรืออาจเรียกสั้น ๆ ว่า จาก้วย

ตามแบบสำเนียงใต้ ปาท่องโก๋ส่วนใหญ่มักจะใช้สารส้มในการปรุง เพื่อทำให้กรอบ จะส่งผลทำลายเซลล์ประสาท

ต้นเหตุโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งมีตะกั่วเป็นพิษต่อเซลล์สมอง ความจำเสื่อม คอแห้ง เจ็บคอ

      3.เนื้อสัตว์ย่าง เนื้อย่าง ไก่ย่าง หมูปิ้ง อาหารปิ้งย่างทั้งหลายนั้นล้วนแต่เป็นอาหารแสนอร่อยที่หลายๆ

คนชอบกินแต่ก็รู้ดีว่าอาหารปิ้งย่างไหม้เกรียมเหล่านี้มีส่วนที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง ในร่างกาย เพราะมีสารก่อมะเร็งที่

เรียกว่าสารโพล่าซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับที่อยู่ในน้ำมันใช้ซ้ำ สารโพล่าหรือสารก่อมะเร็งนี้ จะเกิดขึ้นเมื่อเรานำเนื้อ

ไปปิ้งหรือย่าง แล้วไขมันจากเนื้อนั้นหยดลงไปถูกถ่านไฟที่ร้อนจัด

000เมื่อไขมันโดนถ่านไฟที่มีอุณหภูมิสูงก็จะเกิดเป็นควันซึ่งมีสารก่อมะเร็ง และควันที่เกิดขึ้นนั้นก็จะพาสารก่อมะเร็ง

ลอยกลับมาที่เนื้อชิ้นนั้นอีก และหากเรากินเข้าไปสะสมในร่างกายเรื่อยๆ ก็อาจกลายเป็นมะเร็งได้ในที่สุด แต่ก็ยังมี

วิธีปิ้งหรือย่างที่อาจช่วยลดสารก่อมะเร็งได้ ด้วยปิ้งหรือย่างอาหารด้วยไฟอ่อนๆ หรืออาจลดเวลาในการปิ้งหรือย่าง

ด้วยการทำให้เนื้อสุกด้วยการอบเสียก่อนแล้ว

         จึงค่อยเอาไปปิ้งย่าง หรือหาวิธีปิ้งย่างไม่ให้้เนื้อไหม้โดยตรงและป้องกันไม่ให้ไขมันหยดลงไปโดนถ่านที่

กำลังแดงทำให้เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดสารพิษที่เรียกว่าสาร PAH หรือโพลีไซคลิก อะโรเมติก ไฮโดร

คาร์บอน (PolycyclicAromatic Hydrocarbon) ทำ ให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด เต้านม และกระเพาะอาหาร เวลากิน

อาหารเหล่านี้จึงควรตัดส่วนที่ไหม้เกรียมออกให้หมด และไม่ควรกินซ้ำๆ ซากๆ ติดกันทุกวันไม่เช่นนั้นแล้วคุณก็จะ

เป็นมะเร็งได้

       4.ผักดอง เป็นวิธีการถนอมอาหารที่ใช้กันมานาน เพื่อชะลอการเน่าเสียของผักและเป็นการยืดอายุการเก็บ

รักษาผลิตภัณฑ์ได้ หลายเดือนโดยไม่ต้องอาศัยห้องเย็น จึงลงทุนน้อย ใช้เครื่องจักรน้อยและ ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยี

ชั้นสูงในการผลิตกระบวนการดองเริ่มมีขึ้นจากความ ต้องการยืดอายุการเก็บอาหารเพื่อใช้ในระหว่างที่ไม่ใช่ฤดูกาลของ

ผลิตผลนั้นๆ หรือเพื่อไว้บริโภคในระหว่างเดินทางไกล

        โดยเฉพาะการเดินเรือ นอกจากเหตุผล ในการยืดอายุแล้วการดองยังทำให้เกิดลักษณะเฉพาะในด้านกลิ่นรสที่เป็น

ที่ชื่นชอบของผู้บริโภคอีกด้วย เชื่อกันว่าแตงกวาเป็นผลิตภัณฑ์ผักดองชนิดแรกที่ได้มีการ ผลิตขึ้นเมื่อ 4,500 ปีก่อนใน

เมโสโปเตเมียโดยคลีโอพัตราเชื่อว่าการบริโภคแตงกวา ดองจะทำให้สวย ในสงครามกองทัพจูเลียส ซีซาร์ และนโปเลียน

ใช้แตงกวาดองเป็น อาหารของกองทัพ

00ปัจจุบันการบริโภคผักดองยังคงเป็นที่นิยม ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผักดองที่มียอดจำหน่ายสูงสุดได้แก่ แตงกวาดอง

ในอังกฤษจะนิยมใช้หัวหอมดองใน อาหารและหัวบีทดองปรุงรสเป็นเครื่องเคียงสำหรับประเทศจีนมีผลิตภัณฑ์ผักดอง

มากมาย อาทิ หัวผักกาด กะหล่ำปลี พริก แตงกวา ฯลฯ

000ไต้หวันนิยมท้อดอง แตงกวาดอง กะหล่ำปลีดอง และ หัวผักกาดดอง ญี่ปุ่นนิยม daikon, ท้อ, ดอกกะหล่ำและผัก

กาดดองเกาหลีนิยม ใช้กะหล่ำปลีในการทำกิมจิ ส่วนอินเดียจะนิยมดองผักหลายชนิดร่วมกัน ผักดองนี้มักจะใส่สารป้อง

กันการเกิดเชื้อราหรือกรดซาลิซิลิก เป็นกรดที่มีอันตรายต่อเชื้อโรค เชื้อรา และเป็นอันตรายต่อร่างกฎหมายห้ามใช้ผสม

ในอาหารส่งผลให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูง เป็นโรคหัวใจง่าย

         5.ตับหมู  จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแพทย์ชื่อดังแห่งสหรัฐ ตับหมูเต็มไปด้วยเชื้อโรคก่อให้เกิดอันตราย

ต่อสุขภาพ ตับหมูเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคหัวใจ ไขมันอุดตัน และ มะเร็งตับได้ ซึ่งฆ่าชีวิตผู้บริโภคตับหมู ปีละจำนวน

มากนอกจากล้มป่วยด้วยสารพัดโรคร้ายนานาชนิด ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง ตับหมู 1 กก. มีคอเลสเตอรอลกว่า 400 มก.

กินมากและนานทำให้หลอดเลือดแข็งตัว เสี่ยงต่อโรคหัวใจ หลอดเลือดทางสมอง มะเร็ง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมาก

เกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง (อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

0000 6.ผักโขม ผักปวยเล้ง มีกรด"ออกซาเลต"มาก ทำให้การขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมากเกิด

ภาวะขาดแคลนน้ำ ในผักโขม ผักปวยเล้ง หรือผักบางชนิดนอกจากจะมีกรดออกซาลิกมากแล้ว จะมีแคลเซียมอยู่ใน

ตัวมันเองเยอะด้วย ก็ยิ่งจะรวมตัวกัน และทำให้เกิดนิ่วได้ง่ายขึ้น ส่วนผลไม้ที่มีกรดออกซาลิก ได้แก่ สับปะรด กล้วยไข่

พุทราการกินผักและผลไม้ที่มีกรดออกซาลิก มาก ๆ มันจะไปจับกับแร่ธาตุตัวอื่น ๆ กลายเป็นผลึกออกซาเลต เช่น จับ

กับแคลเซียมก็จะกลายเป็นแคลเซียมออกซาเลต จับกับโซเดียม ก็จะกลายเป็น โซเดียมออกซาเลต กรดออกซาลิก

จะชอบไปจับแคลเซียมทำให้เกิดแคลเซียมออกซาเลตได้ง่าย

00ยิ่งในปัจจุบันคนชอบกินแคลเซียมเม็ด กรดออกซาลิกก็จะไปจับกับแคลเซียมที่กินเข้าไป หรือไปจับกับแคลเซียม

ในกระดูก ทำให้เกิดผลึกนิ่ว กระดูกงอก กระดูกย้อย พอกระดูกของคนเราถูกดึงแคลเซียมออกไป กระดูกก็จะพรุนง่าย

ทำให้มีหินปูนงอกตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เอกซเรย์แล้วอาจจะเจอกระดูกงอกตรงนั้นตรงนี้ กลายเป็นก้อนนิ่วเลยก็ได้ ความ

จริงร่างกายสามารถขับกรดออกซาลิกออกมาทางปัสสาวะได้ แต่ในคนที่มีปัญหาเรื่องไต ไม่ควรกินเพราะร่างกายจะไม่

สามารถขับกรดออกซาลิก ออกมาได้หรือขับออกมาได้น้อย ทำให้เกิดนิ่วในไต หรือกระเพาะปัสสาวะได้คนที่กินแคล

เซียมเม็ด ก็ไม่ควรกินผักที่มีกรดออกซาลิก หรือถ้ากินผักที่มีกรดออกซาลิก ก็ไม่ควรกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียม

เพราะอาจจะเพิ่มความเสี่ยงขึ้นได้ ดังนั้นการกินผัก ผลไม้ ที่มีกรดออกซาลิก ไม่ควรกินในปริมาณที่มากเป็นกิโลกรัม

หรือกินติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียม

 007.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สมาคมผู้บริโภคออสเตรเลีย(เอซีเอ) สำรวจพบว่า บะหมี่ สำเร็จรูป 1 ซองมี "ไขมัน"

มากพอๆ กับ "อาหารขยะ" จำพวกมันฝรั่งทอด จำนวน 1 ห่อเล็ก หรือเท่ากับพิซซ่า 1 ชิ้นเล็ก รวมทั้งมีปริมาณโซเดียม

สูงกว่าอาหารขยะอีกด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพเด็ก ที่สำคัญ "น้ำมัน" ทอดบะหมี่สำเร็จรูปมักเป็นน้ำมันพืชราคาถูก

ซึ่งมีคุณสมบัติแตกตัวเป็น "กรดไขมันชนิดทรานส์" ที่เป็น 1 ในปัจจุบันกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจ ทำให้ขาดสารอาหาร

เกิดการสะสมสารพิษในร่างกายตามความเห็นของเอซีเอ ร่างกายจึงไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการกินบะหมี่สำเร็จรูป

สิ่งที่ได้คืออาหารไร้โปรตีน เต็มไปด้วยไขมัน แป้งคาร์โบไฮเดรต สารเคมี ผงชูรส และโซเดียม

0000ในปี 2548 คาดว่า คนไทยบริโภคบะหมี่สำเร็จรูปบรรจุซอง 60 กรัม มากมโหฬารถึง 2,000 ล้านซอง คิดเป็นเงิน

9,500 ล้านบาท ภัยเงียบสำคัญที่ซ่อนเร้นอยู่ในบะหมี่เหล่านี้ก็คือ "โซเดียม" ในซองเครื่องปรุงรส ตามข้อแนะนำของ

บัญชีสารอาหารกำหนดว่า คนไทยควรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ขณะนี้คนไทยบริโภคล้ำหน้า

ตัวเลขดังกล่าวไปแล้ว โซเดียมในบะหมี่สำเร็จรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบะหมี่สำเร็จรูปแบบซอง "บิ๊กแพ็ก" จะยิ่งไปเพิ่ม

ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และทำให้ไตทำงานหนัก

0000เว็บไซต์ข่าวการแพทย์ WebMD ของสหรัฐรายงานว่า สเตฟานี่ บรู๊กส์ นักโภชนาการในซานฟรานซิสโกเตือนว่า

คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ป่วยด้วยโรคหัวใจ กินยาขับปัสสาวะ และยารักษาอาการซึมเศร้าบางชนิดไม่ควรรับประทาน

บะหมี่สำเร็จรูปโดยเด็ดขาด เพราะมีโซเดียมกับผงชูรสสูง


0008.เมล็ดทานตะวันแม้ จะมีสารอาหารมากมาย แต่สัดส่วนของสารอาหารในเมล็ดพืช อาจไม่เหมาะกับมนุษย์

เสียทีเดียว เพราะมันมิได้ถูกสร้างให้เป็นอาหารของมนุษย์ เมล็ดพืชมีจุดประสงค์ของตัวเอง เพื่อการสืบเผ่าพันธุ์ ดังนั้น

เราต้องกินเมล็ดพืชด้วยความเข้าใจและจำกัดในปริมาณที่เหมาะสม

000ดัง ที่กล่าวแล้วว่า เมล็ด คือเครื่องมือที่พืชใช้ในการแพร่พันธุ์ ดังนั้นมันจึงอัดแน่นด้วยสารเคมีสำคัญมากมาย ที่

จำเป็นต่อการยังชีพของตัวอ่อน เมล็ดพืชไม่ว่าเล็กหรือใหญ่

0000คือสิ่งเร้นลับแห่งธรรมชาติ ที่เกิดจากดอกที่ได้รับการปฏิสนธิ ผลลัพธ์ที่ได้คือเมล็ดพืชที่พร้อมจะปฏิบัติภารกิจสืบ

พงศ์พันธุ์ต่อไป เมล็ดพืชจึงสะสมสารให้พลังงานสูง ทั้งในรูปแป้ง ไขมันและโปรตีน เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของพืช แต่ก็

เอื้อสารสำคัญแก่เราหลายชนิดที่หาได้ยากในอาหารชนิดอื่น เช่น วิตามินอี เชื่อว่าเมล็ดพืชเป็นอาหารเก่าแก่ที่สุดตั้งแต่

ยุคถ้ำ คนถ้ำเดินเปลือยกายโทงๆ เก็บเมล็ดพืชที่ตกตามพื้นกินเป็นอาหารก่อนที่จะรู้จักเพาะปลูก

00  แม้จนกระทั่งทุกวันนี้ เรายังคงกินเมล็ดพืชเป็นอาหารหลัก ขณะที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นสั่งสมมาว่า เมล็ดพืชบางชนิด เช่น

เมล็ดมันแกว เมล็ดมะกล่ำตาหนู มีพิษถึงตาย คนโบราณรู้ว่า เมล็ดพืชมีทั้งประโยชน์และโทษ เมล็ดทานตะวันจะมีส่วน

ประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว กินมากทำให้มีการสะสมไขมันที่ตับได้

     9.เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้  เต้าหู้ยี้ เป็นผลิตภัณฑ์หมักดองอีกชนิดหนึ่งที่ทำจากถั่วเหลืองและนิยมบริโภคกันทั่วไป

ขั้นตอนของการผลิต เริ่มจากนำถั่วเหลืองคุณภาพดีมาทำเป็นเต้าหู้แข็งก่อน แล้วตัดเต้าหู้ให้เป็นก้อนขนาดตามต้องการ

นำไปแช่ในน้ำเกลือผสมกรดมะนาว 1 คืน รุ่งขึ้นนำไปฆ่าเชื้อโดยอบในตู้อบที่ 100 องศาเซลเซียส 10-15 นาที ทิ้งไว้

ให้เย็นที่อุณหภูมิห้อง แล้วเรียงในถาดและใส่เชื้อราบ่มให้เจริญเติบโต ประมาณ 3-7 วัน

000เต้าหู้จะมีเส้นใยของเชื้อราขึ้นโดยรอบ ต่อไปนำไปหมักในน้ำเกลือ โดยเรียงเต้าหู้ในถังหมักเป็นชั้นๆ ใส่น้ำเกลือ

ไวน์แดง และเครื่องเทศอื่นๆ เช่น พริกแดง ขิง ผงพะโล้ เต้าเจี้ยวบดหรือเติมข้าวแดงเพื่อทำให้เป็นเต้าหู้ยี้ชนิดสีแดง

ปิดฝาหมักไว้เป็นระยะเวลาเดือนครึ่งที่อุณหภูมิห้อง เมื่อครบกำหนดเวลาจะได้เต้าหู้ยี้ตามต้องการเต้าหู้ยี้ เต้าหู้หมัก

นิยมใช้ปรุงอาหารพวกผัก (สุกียากี้) เนื้อสัตว์ เป็นเครื่องจิ้ม และกินกับข้าวต้ม

ที่ขายกันอยู่ในท้องตลาดมี 2 ชนิดคือ

000สีเหลืองและสีแดง โดยผู้ผลิตอาจเติมสารที่ให้กลิ่น สี และรสชาติเฉพาะตัวลงไปตามความนิยมชมชอบของผู้

บริโภคแต่ใน กระบวนการหมักเต้าหู้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย... ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อคนสูงอายุ หรือเด็ก

เล็กได้ นอกจากนี้กระบวนการผลิตยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย

0010.ผงชูรส  พิษภัยและอันตรายของผงชูรสอาจแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เกิดจากโซเดียมและส่วน

ที่เกิดจากตัวผงชูรสแท้ๆ ผงชูรสมีโซเดียมที่มาจากโซดาไฟเป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นเดียวกับเกลือแกง แต่

อันตรายมากกว่าเกลือแกงตรงที่ว่าเกลือแกงใช้เพียงนิดเดียว ก็รู้สึกว่ามีรสเค็มแต่ผงชูรสใส่มากเท่าไรก็ไม่รู้สึกตัวว่า

มีปริมาณโซเดียมมากเท่าไร เพราะไม่มีรสเค็มให้รู้สึกเหมือนอย่างเกลือแกง หรือพูดอีกนัยหนี่งผงชูรสมี “ พิษแฝง ”

ในเรื่องโซเดียมซึ่งมีพิษภัยอันตรายดังต่อไปนี้


       1. ทำให้ภูมิต้านทานหรือภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ลดลง ถึงแม้ผงชูรสจะไม่ทำให้เกิดโรคเอดส์โดยตรงแต่

00000(ภูมิคุ้ม กันร่างกายบกพร่อง คือความหมายของโรคเอดส์ ( AIDS) ซึ่งย่อมาจากคำว่า Antibody Immune

           Defficiency Syndrome

000 2. ทำให้เกิดการคั่งในสมองเด็ก ซึ่งเมื่อเด็กโตขึ้นจะเป็นคนปัญญาอ่อน ในปัจจุบันนี้มีเด็กปัญญาอ่อนเพิ่มมากขึ้น

0000000เรื่อยๆ นับตั้งแต่มีผงชูรสแพร่หลายในประเทศไทย จะเกี่ยวข้องกันทั้งทางตรงและทางอ้อมหรือไม่น่าศึกษา
000 3. ทำให้เด็กทารกเกิดอาการชักโคมา ซึ่งบางครั้งแพทย์ไม่รู้สาเหตุ อาจทำการรักษาผิดพลาดเป็นอันตรายได้
000 4. เป็นภัยต่อหญิงมีครรภ์ทำให้ร่างกายบวมและยังมีพิษภัยต่อทารกในครรภ์และทารกแรกเกิดด้วย

00005. อันตรายต่อผู้เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น โรคไต ความดันสูง โรคหัวใจ และโรคอื่นๆที่แพทย์ห้ามกินของเค็ม

0000000ซี่งหมายถึงการห้ามกินเกลือโซเดียมนั่นเอง ได้แก่เกลือแกงและผงชูรสเป็นต้น


พิษภัยและอันตรายที่เกิดจากตัวผงชูรสแท้

            1. ทำให้เกิดอาการแพ้ผงชูรส ซึ่งจะมีอาการชาและร้อนวูบวาบที่ปาก ลิ้น ใบหน้า โหนกแก้ม ต้นคอ หน้าอก

0000000000บางคนมีผื่นแดงเกิดขึ้นตามตัว แน่นหน้าอก หัวใจเต้นช้าลง หายใจไม่สะดวก เป็นต้น จนเป็นที่รู้จักและ

0000000000ขนานนามโรคแพ้ผงชูรสว่า “ ไชนีสเรสทัวรองซินโดม ” (Chinese Restaurant Syndrome)

                  หรือ “ โรคภัตตาคารจีน ” เพราะร้านอาหารจีนมักใช้ผงชูรสกันมากนั่นเอง
              2. ทำลายสมองส่วนหน้าที่เรียกว่าไฮโปทาลามัส ( Hypothalamus) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมการ

0000000000เจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ของร่างกาย ทำให้การเจริญเติบโตช้า ปัญญาอ่อน ระบบสืบพันธุ์ผิดปกติ

0000000000เป็นหมัน อวัยวะสืบพันธุ์เล็กลง ทั้งในเรื่องขนาดและน้ำหนัก
              3. ทำลายระบบประสาทตา สายตาเสียหรือเกิดตาบอดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัตว์ทดลอง ยิ่งอายุน้อยจะ

0000000000ยิ่งเกิดผลร้ายมาก
              4. ทำลายกระดูกและไขกระดูก ซึ่งเป็นส่วนที่ผลิตเม็ดเลือดแดงในร่างกาย อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้

0000000000นอกเหนือจากโรคทรัพย์จาง เพราะต้องใช้เงินซื้อผงชูรสโดยไม่จำเป็น
             5. ทำให้ไวตามินในร่างกายลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไวตามินบี- 6 ทำให้ร่างกายผิดปกติและเป็นโรคผิวหนัง

0000000000ได้ง่าย (การค้นพบนี้ทำให้ใช้ไวตามินบี- 6 แก้โรคแพ้ผงชูรสได้)
             6. เกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผงชูรสที่ผ่านความร้อนสูงๆ เช่น การปิ้ง ย่าง เผา ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง

0000000000ในอวัยวะต่างๆ ได้หลายแห่ง เช่น ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ตับและสมอง เป็นต้น
             7.ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ( Central Nervous System) ทำให้เป็นโรคประสาทได้ง่ายขึ้น ในปัจจุบัน

0000000000มีผู้ป่วยด้วยโรคประสาทมากขึ้นเรื่อยๆ น่าศึกษาว่าเกิดจากผงชูรสได้หรือไม่
             8 เปลี่ยนแปลงโครโมโซม ทำให้ร่างกายเกิดวิรูปหรือผิดปกติ ปากแหว่ง หูแหว่ง จมูกวิ่น แขนขาพิการเป็นต้น


             9. ถ้ากินมากจะผ่านเยื่อกั้นระหว่างรกภายในร่างกายของผู้เป็นมารดากับทารกในครรภ์ได้ ทำให้ทารกในครรภ์ได้

0000000000รับผลกระทบจากผงชูรส
           10.ทำให้เด็กเล็กถึงตายได้ เด็กไทยอายุ 20 เดือนถึงแก่ความตาย เมื่อกินขนมครกโรยผงชูรสด้วยความเข้าใจ

00000000000ผิดคิดว่าเป็นน้ำตาล ( เหตุการณ์จริงจากการได้สัมภาษณ์บิดามารดาของเด็กเอง)

       ดังนั้นไม่ควรกินผงชูรสเกิน 6 กรัมต่อวัน จะทำให้กรด"กลูตามิก"ในเลือดสูง ซึ่งมีผลต่อการทำงานของประจุ

แคลเซี่ยมและแมกนีเซียม ทำให้ปวดหัว ใจสั่น คลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์

       การที่ร่างกายจะแข็งแรงได้ก็ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่กินอาหารซ้ำซาก ไม่กินอาหารรสจัด และต้องหมั่น

ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ

สรรหามาฝาก:thoentoday
ประโยชน์ของกล้วย
0
0


Tags: อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกินไป

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

ปฎิทิน

« May 2012»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

นาฬิกา

Alternative content

จดหมายข่าว

อีเมล์

สถิติ

เปิดเว็บ02/11/2010
อัพเดท18/05/2012
ผู้เข้าชม436,294
เปิดเพจ580,519
สินค้าทั้งหมด6

พาเที่ยวเมืองเถิน

ดูตารางเดินรถทัวร์ใน อ.เถิน


สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่รับนักศึกษา_รหัสคณะหรือสาขาวิชาของสถาบันต่างๆ

เถินบุรีโมโตครอส ไซเคิลครอส ครั้งที่ 1

งานสงกรานต์เมืองเถินปี54

เก็บตกกีฬา อปท.อ.เถิน ประจำปี 25254

วันเด็กเมืองเถิน

เก็บภาพไฟคริสมาสสวยๆมาฝาก
 หน้าแรก ข่าวท้องถิ่น พาเที่ยวเมืองเถิน สถานที่ราชการ บทความน่าสนใจ ติดต่อเรา