.....
ปี๋ใหม่เมืองบ้านเฮา ต้องช่วยกันรักษา
ประเพณี เป็นกิจกรรมที่มีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมา เป็นเอกลักษณ์และมีความสำคัญต่อสังคม เช่น การแต่งกาย ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา ศิลปกรรม คุณธรรม ความเชื่อ ฯลฯ อันเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมของสังคมเชื้อชาติต่างๆ ซึ่งกลายเป็นประเพณีประจำชาติ และถ่ายทอดกันมา โดยลำดับ
วัฒนธรรม จึงเป็น วิถีการดำเนินชีวิต (The way of life ) ของคนในสังคม เป็นมรดกแห่งสังคม และหลักเกณฑ์การดำเนินชีวิต โดยแนวทางการแสดงออกถึงวิถีชีวิตปฏิบัติสืบต่อกันมา วัฒนธรรมอาจเปลี่ยนแปลง ไปตามเงื่อนไขและกาลเวลา เมื่อมีการประดิษฐ์ ค้นพบสิ่งใหม่ วิธีใหม่ ที่ใช้แก้ปัญหาและตอบสนองความ ต้องการของสังคมได้ดีกว่า และ สังคมเกิดความนิยม ในที่สุดอาจเลิกใช้วัฒนธรรมเดิม ดังนั้นจึง อาจมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาให้ เหมาะสมตามยุคสมัย
วัฒ - ประเพณี ชาวล้านนาเรียกว่า " ป๋าเวณี " หมายถึงเป็นทั้งวัฒนธรรม และ ประเพณี ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนาน " ป๋าเวณีปี๋ใหม่ " ก็คือ "เทศกาลสงกรานต์" ตาม ปฏิทินโหราศาสตร์ของชาวล้านนา ถือเอาวันที่พระอาทิตย์เคลื่อนจากราศีมีนเข้า สู่ราศีเมษเป็น วันสงกรานต์ หรือวันมหาสงกรานต์ ซึ่งฟของทางการ ) เทศกาลนี้จะมีวันต่าง ๆ มีพิธีกรรมและการละเล่นที่ เกี่ยวข้องกัน
" ป๋าเวณีปี๋ใหม่ " เป็น ประเพณีที่แสดงถึงความกตัญญูกตเวทีมีความเอื้ออาทรต่อกัน เป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่พี่น้อง และชุมชนด้วยการร่วมกันทำอาหารคาวหวาน สำหรับไปอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับ การขนทรายเข้าวัดเพื่อถวายทานเจดีย์ทราย ถวายช่อตุง ( ตุง คือธงประดิษฐ์จากกระดาษสีฉลุลาย หรือ ริ้วผ้า แถบผ้า ที่ประดิษฐ์หรือทอลวดลายสวยงาม สีสดใส มีหลายขนาด ถือเป็นของมงคลของชาวล้านนา ) รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุที่เคารพนับถือ
( การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ) ร่วมจัดแต่งเครื่องสักการะ ตลอดจนสรงน้ำพระพุทธรูปสำคัญประจำเมือง ประจำวัด และ ประจำบ้านที่ตนอยู่อาศัย
ชาวล้านนาให้ความสำคัญกับ " ป๋าเวณีปี๋ใหม่ " มาก เพราะถือเป็นการแสดงความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา แสดงความกตัญญูต่อ บรรพบุรุษ ความสามัคคี และ ความสนุกสนาน อีกทั้งยังเป็นเทศกาลญาติพี่น้องที่แยกย้ายกันอยู่ตามที่ต่างๆหรือห่างไกล ได้มีโอกาสกลับมาพบกัน จึงนับว่าประเพณีสงกรานต์นั้นเป็นการรวมญาติครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปีของชาว ล้านนา

เมื่อถึงเดือน 5 ( ตามปฏิทินจันทรคติไทย เดือน 1 หรือ เดือนอ้าย มักเริ่มในเดือนธันวาคม ) ตรงกับวันที่ 13 เมษายนของทุกปี เป็น “วันสงกรานต์” ประเพณีไทยเดิมถือว่าวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย ชาวล้านนาจะถือเอาวันสงกรานต์ เป็นวันทำบุญใหญ่ประจำปีเช่นกัน ซึ่งมีวันสำคัญ 5 วัน ที่มี พิธีกรรม และความงดงามของประเพณีสงกรานต์อันทรงคุณค่าของชาวล้านนา โดยเปรียบเสมือนสายใยความผูกพันแห่งอดีตกับปัจจุบันของ "ป๋าเวณีปี๋ใหม่" ที่ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ ในวันสำคัญนี้
วันสำคัญของ " ป๋าเวณีปี๋ใหม่ " คือวัน มหาสงกรานต์ ซึ่งออกเสียงแบบล้านนา ว่า “ สังกรานต์ ” หรือ “ สัง-ขาน” นั้นคือ

1. “วันมหาสงกรานต์ ” หรือ “วันสังขารล่อง ” ( “ ล่อง” ในความหมายว่าให้ผ่านเลยไป) ตรงกับวันที่ 13 เมษายน คือวันสิ้นสุดศักราชเก่า ในวันนี้จะได้ยินเสียงปืน เสียงประทัดตั้งแต่เช้า การยิงปืนและการจุดประทัดนี้ มีความเชื่อกันว่าเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายต่างๆให้ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ชาวบ้านจะกวาดขยะมูลฝอยตามลานบ้านกองรวมกันแล้วจุดไฟเผา และทำความสะอาดบ้านเรือนให้เรียบร้อย พอเสร็จสิ้น ก็จะเริ่มทำความสะอาดร่างกาย สระผม(ดำหัว)ให้สะอาด และในวันนั้น จะมีการแห่พระพุทธรูปสำคัญประจำเมืองด้วย

2. “วันเนา หรือ วันเน่า” ตรงกับวันที่ 14 เมษายน “วันเนาว์ หรือ วันเน่า” วันเนาว์แต่เมืองเหนือลานนาเรียกว่าวันเน่า คือวันว่างงานเพราะเราทำมาปีหนึ่งแล้วถึงวันนี้หยุดพัก วันนี้โบราณห้ามด่าห้ามตีกัน จะช่วยกันห่อข้ามต้มขนมกันที่บ้าน พอได้เวลา 4 โมงเย็นก็จะแต่งตัวกันสวยสดงดงามตั้งแต่หนุ่มสาวจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ แม่หม้าย แม่ฮ้าง จะแต่งตัวกันสวยงามมาก มีดอกไม้คือดอกเอื้องผึ้งเป็นช่อนำมาปักมวยผม บางคนก็แต่งตัวแบบลานนามีสไบสีสันต่าง ๆ มีลวดลายต่างสี มีฆ้องมีกลอง แห่ฉิ่ง หม้อง ๆ ฟ้อน โจ๊ะโล๊ะดอกข่า ประแป้งอย่างแมวโพง แล้วก็ไปพบกันที่ท่าน้ำช่วยกันขนทรายมาทำเป็นแบบกองเจดีย์ทรายไว้ตามวัดต่าง ๆ พร้อมกับสาดน้ำกันเป็นการสนุกสนาน (ม่วนแต้ม่วนว่า)
.....ในวันนี้จะถือว่าเป็นวัน สำคัญ เราจะไม่ทำอะไรที่ไม่เป็นมงคลจะไม่มีการด่าทอ โกรธกันทะเลาะวิวาทกัน โบราณถือว่าบุคคลใดถ้าด่าทอกันแล้ว ปากของบุคคลนั้นจะเน่า เพราะเป็นวันเน่า จะถือเคร่งที่สุด จะไม่ทำอะไรที่ผิดศีลห้า หากมีการทะเลาะกันในวันนี้จะถือว่าไม่เป็นมงคลตลอดปีเลยทีเดียว จะมีแต่การยิ้มแย้มแจ่มใสร่าเริงกัน ทั้งผู้ใหญ่ตลอดจนเด็ก ๆ
.....การขนทรายเข้าวัดในวันนี้จะสนุกสนานกันมาก หนุ่มสาวชาวเหนือจะแต่งกายสวยงามกับแบบพื้นเมือง คือ ผู้หญิงนุ่งผ้าถุงใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอก แขนสามส่วนหรือยาวถึงข้อมือ เหล้าผมมวยเหน็บช่อดอกเอื้องผึ้ง หรือ เอื้องคำ อันเป็นเครื่องแต่งกายของสุภาพสตรีชาวเมืองเหนือมาแต่โบราณกาลแล้ว ส่วนพวกหนุ่ม ๆ ก็จะมีการแต่งกายด้วยชุดเสื้อแบบม่อฮ่อมแต่หลากสี จะมีดอกมะลิร้อยเป็นพวงสวมคอ ถือขัน หรือสลุงร่วมกันขนทรายเข้าวัดเป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งการแต่งกายแบบพื้นเมืองเหนือในวันนี้เพื่อเป็นการรักษาขนบธรรมเนียมของ เมืองเหนือของเราไว้เพื่อเป็นแบบอย่างให้เยาวชนทั้งหญิงและชายของเราได้ยึด ถือเป็น “ เอกลักษณ์ ” ของเมืองเหนือเราสืบต่อไป

ขนมจ๊อก
วันเนาว์ หรือวันเน่า นอกจากจะเป็นวันขนทรายแล้วยังเป็น “ วันดา ” หมายถึง จัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้ที่จะต้องจัดไปทำบุญใน วันพญาวัน หรือ วันเริ่มเปลี่ยนเป็นศักราชใหม่ จะมีการจัดอาหารขนมส่วนมากจะเป็นขนมของชาวเหนือเราจะมีขนมจ๊อก ข้าวเหนียวแดง ข้าวแตน ข้าวแคบ เป็นต้น วันพญาวันนี้ตอนเช้าจะมีการ “ ทานขันข้าว ” เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ ญาติมิตร บิดามารดา ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว

กรรมวิธีการขนทรายเข้าวัดเพื่อก่อเจดีย์ทราย
การขนทรายเข้าวัด ซึ่งการขนทรายเข้าวัดนี้เชื่อว่าเป็นการทดแทน เมื่อตนผ่าน เข้า-ออก วัด ทรายในวัดย่อมจะติดเท้าออกไป ถือเป็นบาป เพราะทางวัดจะใช้ทราย เพื่อประโยชน์ในการก่อสร้างวัด ทางเดิน ถมที่ดินบริเวณวัด ดังนั้นจึงต้องนำทรายเข้าวัดแล้วก่อเป็นรูปเจดีย์ เจดีย์ที่ก่อขึ้นจะตบแต่งด้วย ตุง (ธง) ทำด้วยกระดาษสี เป็นลวดลายต่างๆ การถวายตุงนี้เชื่อถือกันว่าเมื่อตาย(สำหรับผู้ที่มีบาปหนาถึงตกนรก) จะสามารถพ้นจากขุมนรกได้ด้วยตุงที่ถวาย เจดีย์ทรายนี้จะทำพิธีถวายในวันรุ่งขึ้นจะมีอุบาสกผู้มีอายุ หรือ ปู่จ๋านของวัด หรือพระภิกษุสามเณรภายในวัดช่วยกันทำโครงร่างเจดีย์โดยจะจัดหาไม้ไผ่มาสาน เป็นขั้นวงกลม ลักษณะเป็นพระเจดีย์ 3 ชั้นบ้าง 5 ชั้นบ้าง 7 ชั้นบ้าง จะทำกันในวันเน่าหรือวันดา

การบรรจุทรายลงบนเจดีย์
ทางวัดจะนำเอาฐานแรกมา วางไว้ก่อนให้คณะศรัทธาขนทรายมาใส่ให้เต็มฐานแรกโน้น ละก็จะนำฐานที่ 2 มาตั้งให้เททรายลงไปอีก เมื่อฐานที่ 2 เต็ม ก็จะนำฐานที่ 3-4-5 มาตั้งขึ้นไปตามลำดับ ก็จะได้เจดีย์องค์หนึ่ง วันพญาวันตอนเช้าที่ศรัทธาประชาชนทั้งหลายได้ตานขันข้าวแล้ว ก็จะนำช่อตุง หลากสีหลายแบบมาปักไว้บนเจดีย์ทรายในตอนบ่ายของวันพญาวัน ก็จะมีปู่อาจารย์ของวัดต่าง ๆ จะนำน้ำขมิ้นส้มป่อยใส่สลุงตั้งไว้หน้าพระประธานในวิหารพร้อมดอกไม้ธูปเทียน เมื่อถึงเวลาพระสงฆ์เจ้าอาวาสก็เป็นประธานขึ้นบนวิหาร ปู่อาจารย์ก็จะนำศรัทธาไหว้พระรับศีลแล้วอาราธนาพระปริตรรพระสงฆ์เจริญพระ พุทธมนต์ แบบล้านนา คือ สูตรแบบย่อพอสมควรแก่เวลา บางวัดก็จะเทศนาธรรม อานิสงค์ ปี๋ใหม่เมืองหนึ่งผูกจากนั้นปู่อาจารย์จะทำพิธี โอกาสเวนทานเจดีย์ทราย ก็เป็นเสร็จพิธีของวันพญาวัน หรือ วันเถลิงศกของปี๋ใหม่เมือง
3. “วันพญาวัน” หรือวันเถลิงศก ตรงกับวันที่ 15 ช่วงเช้าจะมีการจัดอาหารคาว หวาน ถวายแด่พระภิกษุที่วัด เป็นการถวายภัตตาหาร หรือที่ชาวล้านนาเรียกกันว่า “ตานขันข้าว” เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ บิดา มารดา ญาติ พี่น้อง ที่ล่วงลับไปแล้ว

“ตานขันข้าว” คนโบราณว่าตานกัวะข้าว มีอาหาร ข้าวต้มข้าวหนม ผลไม้ น้ำไปทานอุทิศไปหาผู้ตายไปแล้ว มีมารดา บิดา พ่ออุ้ย แม่เฒ่า ลูกหลาน จัดเป็นกัวะไปตานตอนเช้าแล้วเลยทำบุญตักบาตรและมีตุงไจย ตัดตุงแขวนกับกิ่งไม้ คนโบราณตัดเองไม่ต้องไปซื้อหา นำไปปักที่เจดีย์ทรายและหาไม้ก้ำไม้ศรี (ค้ำต้นโพธิ์) นำมาถวายเป็นตานพร้อมกันแล้วนำไปก้ำต้นไม้ศรี ไม่ใช่ว่าเอามาถึงวัดแล้ว เอาค้ำเลยต้องนำไปถวายตานก่อนแล้วค่อยเอามาค้ำตามประเพณีขนบธรรมเนียมที่ดี งามของสาธุชนทั้งหลาย เพราะการขอขมาลาโทษและให้อโหสิแก่กันไปในตัว แต่ปัจจุบันนี้มุ่งแต่สนุกสนานเป็นส่วนใหญ่ จะมีก็ในวงศ์ตระกูลของใครของมันเท่านั้น พวกเกเรอันธพาลก็เมาสุรา ลวนลามแล้วก็มีเรื่องต่อกัน ทุบตีกัน อย่างนี้เรียกว่าเกินขนบประเพณีไป

ไม้ก้ำไม้ศรี (ค้ำต้นโพธิ์)
พิธีทางศาสนาของวันพญาวัน มีการทำบุญถวายแด่พระสงฆ์ แล้วมีการแสดงพระธรรมเทศนาตอนบ่าย เรียกว่า ธรรมอานิสงค์ ก๋องเจดีย์ทราย แล้วมีการสรงน้ำพระพุทธรูปที่เป้นองค์เล็กอยู่ในโบสถ์วิหารโดยอัญเชิญออกมา ให้คณะศรัทธาของแต่ละวัดให้นำน้ำขมิ้นส้มป่อย ไปสรงน้ำพระพุทธรูป เป็นอันเสร็จพิธีทางศาสนาของวันพญาวัน

การรดน้ำดำหัว
ในช่วงบ่ายจะมีการรดน้ำดำหัว ซึ่งเป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวล้านนา คือการนำลูกหลาน ญาติพี่น้อง ไปขอขมาโทษที่ได้เคยล่วงเกินกันไว้ ต่อผู้ใหญ่ และ ผู้ที่เคารพนับถือ แล้วขอพร
4. “วันปากปี” ถือเป็น วันแรกของการเริ่มต้นปีใหม่ บางคนจะพยายามใช้จ่ายเงินให้น้อยที่สุด เพราะเชื่อว่าหากเริ่มต้นจ่ายมาก จะมีเรื่องต้องจ่ายไปตลอดทั้งปี ในวันนี้ยังคงมีการรดน้ำดำหัวบุคคลสำคัญ หรือ เจ้าอาวาสวัด และยังมีความเชื่ออีกอย่างของชาวล้านนา คือใน “วันปากปี ” อาหารมื้อเย็นต้องเป็นแกงขนุน เพราะเชื่อว่า “หนุน” จะช่วยค้ำจุนชีวิตให้มีความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป

แกงขนุน
วันปากปี ปากวัน ติดต่อกันสามวันต่อจากนั้นก็เป็นวันธรรมดา แต่มีประเพณีของพระสงฆ์สามเณรจะต้องไปขอขมาลาโทษดำหัวพระสงฆ์ผู้อาวุโสผู้ แก่พรรษาพระผู้ใหญ่ ตามวัดต่าง ๆ นำคณะพระเณรและศรัทธาไปคารวะเป็นวัด ๆ ไป แม้วันสงกรานต์ปีใหม่จะผ่านไปหลายวันแล้วก็ตาม แต่ประเพณีควรจะยังทำกันต่อไปอยู่ตลอด บางแห่ง จนหมดเดือนเมษายนเลยก็มี
ในบางแห่งวันปากปีจะมี การทำบุญสิบชะตา สะเดาะเคราะห์กันถือว่าทำต้นปีจะได้คุ้มครองไปตลอดปีนิยมกันมากนิยมฟังธรรม สารากริวิชาสูตร คือฟังธรรมสืบชะตา บางหมู่บ้านพระไม่ว่างเลยทั้งวัน
5. “วันปากเดือน” เป็นวันส่งท้ายเทศกาลล้านนา " ป๋าเวณีปี๋ใหม่ " ซึ่งถือเป็นวันเริ่มต้น ของเดือนใหม่ ชาวบ้านล้านนามักจะประกอบพิธีกรรม การ ส่งเคราะห์ ต่าง ๆ เช่นปล่อยโคมลอย ปล่อยนก ปลา เต่า เป็นต้น

ฉนั้น คนโบราณมักมีการสงเคราะห์ใหญ่ในวันที่ 16 เมษายน คือวันปากปี ชาวบ้านจะช่วยกันทำสะตวงใหญ่หรือสานแตะ กว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร เอากาบกล้วยมาทำเป็นสี่เหลี่ยมวางบนไม้แตะที่สานนั้นแล้วชาวบ้านจะช่วยกัน จัดดาเครื่องบูชาสังเวยใส่ในสะตวง มีรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น เป็ด ไก่ หมู หมา ช้าง ม้า วัว ควาย และเครื่องปรุงแต่งมี แก๋งส้มแก๋งหวาน พริกเกลือ ข้าวสุก ข้าวสาร จิ้นปลา ผลไม้ต่าง ๆ เช่น มะพร้าว ตาล กล้วย อ้อย หมาก เหมี่ยง บุหรี่ เทียน ธูป ช่อธงสลับกันปักตามขอบสะตวงให้ครบทั้ง 4 ตลอดเทวบุตรเทวดาอารักษ์ มาช่วยปกปักรักษาให้ชาวบ้านหมู่บ้านทุกหลังคาเรือนให้พ้นจากโรคพระยาธิภัย พิบัติอุปัทวะอันตราย ขอให้ตกไปด้วยปีเดือนวันและยามดังนี้

เรียกว่าสงเคราะห์วันปี ใหม่ (สงกรานต์) ในวันที่ 16 เมษายน อาจารย์โอกาสเสร็จแล้วอารธนาพระสงฆ์สวดมนต์ และสวดเปิดถวายไทยทาน พระสงฆ์ให้พรนำสะตวงไปส่งเติมตามทิศและการยิงสินาท (คือยิงปืน) ไปตามทิศนั้น ๆ เป็นจบพิธี
จะเห็นได้ว่า ความหมายของธรรมเนียมปฏิบัติของเทศกาลสงกรานต์ล้านนา แก่นแท้แล้ว คือ เทศกาลแห่งการทำบุญ เริ่มต้นชีวิตใหม่ การเล่นสาดน้ำเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อ ผ่อนคลาย และ เพื่อความสนุกสนานเท่านั้น

หากแต่ในปัจจุบันการเล่นสาดน้ำกลับกลายเป็นจุดขายของธุรกิจการท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ โดยเฉพาะจังหวัดในภาคเหนือตอนบนซึ่งมีวัฒนธรรมล้านนา มายาวนานก็มักจะคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาว ต่างชาติที่ บ้างก็ดื่มของมึนเมา และประพฤติปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม การเล่นสาดน้ำแบบรุนแรง เช่น ใช้ปืนฉีดน้ำชนิดอัดแรงลม การใช้น้ำสกปรกหรือของเหลวที่เน่าเหม็น การขวาง ปาถุงน้ำแข็งทำให้เกิดการบาดเจ็บและสร้างความไม่พอใจเป็นสาเหตุให้เกิด อุบัติเหตุและทะเลาะวิวาท การปะแป้งหรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะส่อไปทางการ กระทำอนาจาร เป็นสาเหตุทำให้เกิดการก่ออาชญากรรม ด้วยความไม่เข้าใจความหมาย ที่แท้จริงของ ประเพณีสงกรานต์ล้านนา ที่แท้จริงว่ามีความเป้นมาอย่างไร?

ภาพวันสงกรานตื ที่เรามักจะพบเห็นในปัจจุบัน
ฉะนั้น ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกหลานชาวล้านนา นั้นก้ควรจะหันมาให้ความสนใจใส่ใจในการสืบทอดประเพณีที่ดีงามของเราไว้ พร้อมทั้งช่วยกันแสดงออกถึงความมีวัฒนธรรม รวมถึงช่วยกันถ่ายทอด ไปลูกเยาวชนรุ่นใหม่ให้รู้จักคุณค่าประเพณีที่ดีงามนี้ไว้
ในขณะเดียวกันผู้ไปเยือน ควรศึกษาว่าในปัจจุบันเทศกาล “ สงกรานต์ ” มีกิจกรรมบางอย่างที่มีการปฏิบัติในลักษณะที่ไม่เหมาะสม และส่งผลกระทบต่อขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นมรดกแห่งคุณค่า ซึ่งเป็นที่รู้จักแก่ชาวโลก จึงควรต้องมีการป้องกัน และแก้ไข พร้อมช่วยกัน ฟื้นฟู อนุรักษ์ และ จรรโลง " ป๋าเวณีปี๋ใหม่ " ประเพณีสงกรานต์ล้านนา ด้วย “ วัฒ - ประเพณี ” ที่ถูกต้อง ให้อยู่คู่กับ ล้านนา สืบไป.
เรียบเรียงบทความ:นายวิทยุ
ข้อมูลอ้างอิง : ศูนย์ ๓ วัยสานสายใยรักแห่งครอบครัวแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่
หนังสือ "องค์ความรู้ประเพณีปีใหม่เมือง" (2549)
ธีรมล บัวงาม, รู้จักปีใหม่เมือง สงกรานต์ล้านนา
คลังเอกสารสาธารณะ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
สรรหามาฝาก:thoentoday

หน้าแรก
สถานที่ราชการ
ติดต่อเรา










ข่าวท้องถิ่น
บทความน่าสนใจ