สวีเดนเตือนเด็กและวัยรุ่นเสี่ยงเพิ่ม 5 เท่าที่จะเป็นเนื้องอกในสมองชนิดร้ายแรงจากการใช้โทรศัพท์มือถือ
ถ้าพูดถึงผลกระทบจากการใช้มือถือ มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรึไม่? เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะบรรดานักวิจัยหลายๆท่านที่พยามจะออกมาเตือนก็ถูกกลบเกลื่อนไปซะทุกที จะด้วยเหตุผลเพราะธุรกิจมือถือนั้นมันมากมายมหาศาลไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการขายตัวเครื่อง,ระบบเครือข่าย,ค่าให้บริการ, เหล่านี้ล้วนทำเงินให้แก่เจ้าของกิจการที่เกี่ยวข้องได้อย่างมหาศาล เพราะไม่เพียงแค่ การเป็นอุปกรณ์ในการติดต่อสื่อสารเท่านั้น แต่สิ่งที่แฝงมาด้วยนั่นคือพฤติกรรมเสพติดอุปกรณ์สื่อสาร ที่นับวันจะทวีจำนวนมากขึ้น สูญเงิน-เสียงาน-สัมพันธ์ร้าวฉาน..และอีกหลายปัญหาที่แฝงมาพฤติกรรมเสพติดอุปกรณ์สื่อสาร

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่สะท้อนให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ติดโทรศัพท์มือถืออย่าง หนัก ดังเช่นประเทศอังกฤษที่มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ พบว่าเด็กรุ่นใหม่ติดโทรศัพท์มือถือทุกลมหายใจเข้าออก ถ้าพวกเขาขาดมันเหมือนกับขาดแขนขาเลยทีเดียว
เด็กส่วนใหญ่พึ่งพาเทคโนโลยีจนเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ปัจจุบันเด็กติดโทรศัพท์มือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์ MP3 และโทรทัศน์ โดยทีมนักวิจัยได้ศึกษานักเรียนกว่า 1,000 คน ใน 10 ประเทศ ที่เข้าร่วมโครงการ The World Unplugged Project โดยให้เด็กนักเรียนอยู่โดยปราศจากมือถือหนึ่งวัน
ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่ามีเด็กมากกว่า 50% ที่ไม่สามารถทนอยู่ได้โดยไม่มีเครื่องมือสื่อสารใดๆ และกลุ่มตัวอย่างทุกคนก็รู้สึกทรมานมาก หลายคนยอมรับว่าติดโทรศัพท์เหมือนติดยาเสพติด ถ้าไม่มีมันก็อยู่ไม่ได้ พวกเขาบรรยายความรู้สึกเมื่อไม่มีโทรศัพท์ว่า สับสน กระวนกระวาย โกรธ โดดเดี่ยว ไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย ตกใจ หงุดหงิด ฯลฯ นั่นเป็นข้อมูลบางส่วนในอีกหลายงานวิจัยของพฤติกรรมเสพติดโทรศัพท์มือถือคราวนี้เราลองไปดูผลการวิจัยด้านสุขภาพกันบ้าง
อินดิเพนเดนท์ – ผลวิจัยใหม่จากสวีเดนเตือนเด็กและวัยรุ่นเสี่ยงเพิ่ม 5 เท่าที่จะเป็นเนื้องอกในสมองชนิดร้ายแรงจากการใช้โทรศัพท์มือถือ
นักวิจัย ระบุว่า เด็กมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่เนื่องจากสมองและระบบประสาทยังพัฒนาไม่เต็ม ที่ นอกจากนี้ ความที่ศรีษะมีขนาดเล็กกว่าและกะโหลกบางกว่า ยังทำให้คลื่นพลังงานจากโทรศัพท์มือถือสามารถทะลุทะลวงเข้าสู่สมองเด็กได้มากกว่า

งานวิจัยจากสวีเดนที่เผยแพร่ต่อที่ประชุมระหว่างประเทศว่า ด้วยโทรศัพท์มือถือและสุขภาพของผู้ใช้ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่อังกฤษเมื่อ เร็วๆ นี้ มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งว่าด้วยความ เสี่ยงจากการแพร่กระจายคลื่นพลังงานที่เป็นต้นเหตุของมะเร็ง
ศาสตราจารย์ เลนนาร์ต ฮาร์เดลล์ จากยูนิเวอร์ซิตี้ ฮอสปิตอลในโอเรโบร สวีเดน ผู้นำการวิจัย แถลงต่อที่ประชุมที่จัดโดยเรดิเอชัน รีเสิร์ช ทรัสต์ว่า ผู้ ที่เริ่มใช้โทรศัพท์มือถือก่อนอายุ 20 ปีมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 5 เท่าที่จะเป็นเนื้องอกในสมองชนิดร้ายแรง (glioma) หรือมะเร็งที่เกิดที่เซลล์ค้ำจุนระบบประสาท (glial cells) ขณะที่ความเสี่ยงของโรคนี้ต่อเด็กจากการใช้โทรศัพท์ไร้สายในบ้านสูงถึงเกือบ 4 เท่า
สำหรับผู้ ที่เริ่มใช้โทรศัพท์ในช่วงเด็กหรือวัยรุ่นมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 5 เท่าที่จะเป็นมะเร็งบริเวณส่วนต่อของหูกับสมอง (acoustic neuromas) ซึ่งแม้ไม่เป็นอันตราย แต่การตัดเนื้องอกนี้จากเส้นประสาทรับเสียงอาจทำให้เกิดอาการหูตึงได้

ในทางกลับกัน คน ที่ใช้โทรศัพท์มือถือหลังอายุ 20 ปีมีโอกาสเป็นเนื้องอกในสมองชนิดร้ายแรง เพียง 50% เท่านั้น และแค่ 2 เท่าสำหรับมะเร็งบริเวณส่วนต่อของหูกับสมอง
ศาสตราจารย์ฮาร์เดลล์ กล่าวว่า ผลศึกษานี้ถือเป็นสัญญาณอันตราย และว่าเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือ ยกเว้นเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน ส่วนวัยรุ่นควรใช้อุปกรณ์แฮนด์ฟรีหรือชุดหูฟัง และควรใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อพิมพ์ข้อความเป็นหลัก
สำหรับ คนอายุ 20 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงจะลดลงเนื่องจากสมองมีการพัฒนาเต็มที่แล้ว ศาสตราจารย์ฮาร์เดลล์ยังยอมรับว่า อันตรายต่อเด็กและวัยรุ่นอาจมีมากกว่าที่พบในการศึกษานี้ เนื่องจากการศึกษานี้ไม่ได้แสดงผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือถือระยะยาว ขณะที่มะเร็งส่วนใหญ่ใช้เวลานานเป็น 10 ปีในการก่อตัว หรือยาวนานกว่าช่วงเวลาที่โทรศัพท์มือถือเริ่มวางขายในตลาด
งานวิจัยนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ ที่ใช้อุปกรณ์สื่อสารชนิดนี้นานกว่า 10 ปีมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเป็นเนื้องอกในสมองชนิดร้ายแรงและมะเร็งบริเวณส่วน ต่อของหูกับสมอง อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์ฮาร์เดลล์ยอมรับว่า ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นระยะเวลา ยาวนานเพิ่มความเสี่ยงสำหรับคนที่เริ่มต้นใช้ในวัยรุ่นอย่างไร จึงควรทำการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
เดวิด คาร์เพนเตอร์ คณบดีคณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยรัฐนิวยอร์ก ที่เข้าร่วมประชุมด้วย เห็นพ้องว่า เด็กสมัยนี้ใช้โทรศัพท์มือถือกันเกร่อไปหมด ทำให้ในอนาคตสังคมอาจเผชิญวิกฤตสุขภาพจากโรคมะเร็งสมองอันเป็นผลจากการใช้ โทรศัพท์มือถือ.
ไปดูห้องแล็ปชมวิธีการวัดค่าปล่อยรังสีของไอโฟน

มีการศึกษากันทั่ววงการแพทย์นับหลายทศวรรษที่ว่า “คลื่นมือถือ” จะเป็นตัวการก่อให้เกิด “มะเร็งสมอง” “มะเร็งต่อมลูกหมาก” หรือแม้กระทั่ง “เป็นหมัน” จริงหรือไม่?
นักวิชาการ แพทย์ หลายคนบอกว่าใช่ แต่อีก 2 ปีต่อมาก็มีการหาหลักฐานมาหักล้างข้อเท็จจริงตรงนี้ และวงจรของมันก็กลับไปกลับมาอยู่แบบนี้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งไม่สามารถฟันธงอย่างเป็นทางการได้เสียที
และล่าสุดนักวิจัยจากตุรกี ก็ค้นพบว่า การเหน็บมือถือไว้ที่เอว จะมีการเสี่ยงต่อการทำให้ความหนาแน่ของกระดูกเชิงกรานลดน้อยลง หรือทำให้กระดูกผุฟังแล้วน่าตกใจสำหรับหนุ่มๆ ที่มักจะพบมือถือไว้ตำแหน่งนั้นเสมอๆ
อย่างไรก็ดี วันนี้เราพาคุณไปพบกับ “ห้องแล็ปที่จะทดลองคลื่นรังสีของมือถือแต่ละรุ่น” ซึ่งน้อยคนจะได้มีโอกาสได้เข้าไปเยือน…
ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า ที่อเมริกา มือถือทุกรุ่นก่อนวางตลาดจะต้องมีเอกสารยืนยันว่ามือถือเครื่องนี้ผ่านการ ทดสอบการปล่อยรังสีในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด โดยมีการทดสอบผ่านห้องแล็ปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
และวันนี้เราจะพาคุณมาที่ห้องแล็ป Cetecom อยู่ในแคลิฟอร์เนีย อเมริกา ซึ่งไม่ได้แต่ทดสอบรังสีจากมือถือเท่านั้นแต่ยังรวมถึง เครื่องคอมพิวเตอร์พกพา โมเด็มยูเอสบี ฯลฯ

และในภาพคือการทดสอบมือถือยอดฮิตอย่าง “ไอโฟน”
ซึ่งผลการทดสอบจะคำนวณจากอัตราที่พลังงานซึมซับเข้าไปยังเนื้อเยื้อต่างๆ ของร่างกาย เช่น ศีรษะ ซึ่งอัตรานี้จะเรียกว่า “Secific Absorption Rate (SAR)” และมีหน่วยเป็น วัตต์/กิโลกรัม
โดยค่ามาตรฐานที่กำหนดโดยสมาพันธ์ IEEE และ FCC คือ ไม่เกิน 1.6 วัตต์/กิโลกรัม สำหรับศีรษะ และ 0.008 วัตต์/กิโลกรัม สำหรับร่างกายทั้งหมด ส่วนมือ เท้า ข้อ จะไม่เกิน 4 วัตต์/กิโลกรัม

ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งค่า SAR น้อยเท่าไหร่ ก็จะดีต่อสุขภาพของมนุษย์เราเท่านั้น
กว่าจะเสร็จขั้นตอนการทดสอบมือถือแต่ละเครื่องก็ใช้เวลาเกือบครึ่ง ชั่วโมง และสำหรับไอโฟนรุ่น 3GS มีค่า SAR สูงสุด 1.19 วัตต์/กิโลกรัม เมื่อใช้แนบกับหู ส่วนไอโฟน 3G มีค่า SAR สูงสุด 1.18 วัตต์/กิโลกรัม นั่นก็แปลว่ามือถือไอโฟนทั้งสองรุ่นผ่านมาตรฐานที่กำหนดมาได้อย่างแน่นอน
ชมรายงานพิเศษในเรื่องนี้จากcnn

สาระดีๆจาก:manageronline/whatphone/cnn
ค้นหามาฝาก/เรียบเรียงบทความ:thoentoday
อ่านบทความเพิ่มเติมในหมวดเดียวกัน

หน้าแรก
สถานที่ราชการ
ติดต่อเรา










ข่าวท้องถิ่น
บทความน่าสนใจ